แนะนำสินค้าและบริการ เสื้อผ้า สุขภาพ ท่องเที่ยว ฯลฯ

การดูแลเด็กที่ติดเชื้อเอชไอวีมีหลักปฏิบัติอย่างไรบ้าง

9เด็กที่ติดเชื้อต้องดูแลสุขภาพทั่วไปให้มีสุขอนามัยที่ดีเพื่อลดความเสี่ยงต่อ การเจ็บป่วยซ้ำเติม  เพราะภาวะภูมิคุ้มกันของร่างกาย  อาจจะไม่ปกติในบางช่วงได้สุขอนามัยควรเริ่มปฏิบัติตั้งแต่วัยทารก ให้อาหารที่สะอาดเพียงพอ ครบทุกหมู่  ระวังอาหารหวาน  และการคานมขวดจนหลับ เพราะมักเป็นสาเหตุของภาวะฟันผุอย่างแรงได้ การรักษาสุขอนามัยทั่วไป  เช่น อาบน้ำ แปรงฟัน ตัดเล็บ ล้างมือ ต้องเน้นย้ำมากกว่าปกติ แนะนำให้ดื่มน้ำสุกเสมอและไม่ให้เลี้ยงสัตว์เลี้ยงที่ต้องมีการสัมผัส เช่น สุนัข แมว ควรส่งเสริมให้เด็กออกกำลังกายและมีกิจกรรมที่เหมาะสมกับวัย ไปโรงเรียนตามปกติ โดยไม่จำเป็นต้องแจ้งให้โรงเรียนทราบว่าเป็นโรคนี้แต่ต้องหลีกเลี่ยงภาวะที่ต้องมีการกระทบกระแทกมีเลือดออก เด็กเหล่านี้สามารถเล่นกีฬาได้แต่ไม่ควรเล่นกีฬาที่อาจมีการกระทบกระแทกร่างกายได้

การฝึกระเบียบวินัยเป็นเรื่องสำคัญเพราะต้องกินยาอย่างเคร่งครัด ตรงเวลาตลอดชีวิตการเลี้ยงดูแบบเอาอกเอาใจเกินไป  หรือแบบไม่สนใจจะทำให้เด็กมีปัญหาในการดูแลตนเองต่อไปเด็กที่ได้รับการดูแลเอาใจใส่อย่างเหมาะสม สามารถปรับตัวเองในการกินยาได้ดีในเด็กเล็กคำอธิบายที่เหมาะสมกับวัยให้เข้าใจว่าทำไมต้องกินยาโดยยังไม่ต้องบอกชื่อโรค  จะช่วยให้เด็กร่วมมือดีขึ้น  ความรักความอบอุ่นในครอบครัว  จะลดปัญหาการต่อต้านได้  บางครั้งยาที่ใช้ต้องเป็นยาเม็ด  ต้องมีการตัดแบ่งหรือบด  จำเป็นต้องมีการฝึกสอนให้ผู้ปกครองทำได้อย่างถูกต้อง การกินยาให้ถูกต้องจะลดโอกาสที่เกิดเชื้อดื้อยาได้มาก เด็กที่ติดเชื้อเอชไอวีจะมีโอกาสใช้ชีวิตแบบเด็กปกติได้หรือไม่แนวทางการดูแลเด็กเหล่านี้  คือ ทำให้เด็กมีชีวิตใกล้เคียงกับเด็กปกติมากที่สุด แม้ยาต้านไวรัสทำให้เด็กมีชีวิตยืนยาวจนโตได้แม้ว่าเด็กที่ติดเชื้อบางคนยังมีความเจ็บป่วย  ผ่ายผอมและมีสภาพร่างกายที่ไม่ปกติ แต่เด็กจำนวนมากโดยเฉพาะกลุ่มที่เกิดมาในช่วงที่มียาต้านไวรัสใช้ จะดูภายนอกเหมือนเด็กปกติทุกประการสามารถใช้ชีวิตได้เหมือนปกติแต่ต้องกินอย่างเคร่งครัดและมาติดตามการรักษาอย่างสม่ำเสมอ

Tue, October 27 2015 » การบริการ » Comments Off

การเปิดเผยสภาวะการติดเชื้อเอชไอวีให้แก่ เด็กที่ติดเชื้อเอชไอวี

การเปิดเผยสภาวะการติดเชื้อเอชไอวีให้แก่ เด็กที่ติดเชื้อเอชไอวี หรือผู้อื่น

โดยปกติ เด็กที่ติดเชื้อเอชไอวี จะไม่แพร่เชื้อให้แก่ผู้ใกล้ชิด จึงไม่เป็นอุปสรรคในการทำกิจวัตรประจำวัน และกิจกรรมร่วมกับผู้อื่น ดังนั้นแพทยสภาจึงแนะนำว่า ไม่จำเป็นต้องเปิดเผยสภาวะการติดเชื้อของเด็กให้ผู้อื่นทราบ เว้นแต่ในกรณีที่อาจเกิดการสัมผัสเลือด หรือน้ำเหลือง โดยตรง เช่น เด็กกัดกัน เป็นต้น

เด็กเล็กที่ติดเชื้อเอชไอวี มักไม่ทราบสภาวะการติดเชื้อของตนเอง เมื่อเด็กโตขึ้น ควรได้รับรู้การวินิจฉัยโรคของตนเอง รวมทั้งข้อมูลเกี่ยวกับโรค การปฏิบัติตนอย่างถูกต้อง เพื่อที่เด็กจะได้มีการปรับตัวได้ดีขึ้นต่อการเจ็บป่วยเรื้อรัง มีทัศนคติที่ดีต่อโรคที่ตนเป็นอยู่ เข้าใจถึงความจำเป็นในการกินยา ส่งผลให้มีวินัยในการกินยามากขึ้น

การเปิดเผยสภาวะการติดเชื้อควรกระทำก่อนที่เด็กจะเข้าสู่วัยรุ่น และเริ่มมีเพศสัมพันธ์ เพื่อเป็นการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีเพิ่มเติม และการแพร่กระจายเชื้อไปสู่ผู้อื่น ทั้งนี้ควรบอกเมื่อใดขึ้นอยู่กับความพร้อมของเด็ก และครอบครัวเป็นรายๆไป

กระบวนการเปิดเผยสภาวะการติดเชื้อเอชไอวี ของตนเองให้เด็กรับทราบ เป็นขั้นตอนที่ควรทำอย่างระมัดระวัง ต้องมีการเตรียมความพร้อม และควรทำอย่างต่อเนื่อง ไม่สามารถทำได้ในครั้งเดียว หลังจากมีการเปิดเผยสภาวะการติดเชื้อแล้ว จะต้องมีการประเมิน ติดตามเด็กและครอบครัวต่อไป

เด็กที่ติดเชื้อเอชไอวี มีข้อจำกัดหรือข้อห้ามในการปฏิบัติตัวแตกต่างจากเด็กอื่นหรือไม่

โดยทั่วไปเด็กที่ติดเชื้อเอชไอวี ไม่มีข้อจำกัดหรือข้อห้ามในการดำเนินชีวิตประจำวัน ที่แตกต่างจากเด็กที่ไม่ติดเชื้อเอชไอวี แต่จะต้องเน้นในเรื่องอาหารและน้ำที่สุก สะอาด ไม่ควรกินอาหารสุก ๆ ดิบ ๆ เชื้อเอชไอวีจะไม่ติดต่อผ่านทางการสัมผัสในชีวิตประจำวัน เด็กที่ติดเชื้อเอชไอวี สามารถไปสถานรับเลี้ยงเด็ก โรงเรียน และร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ได้ตามความเหมาะสม สำหรับการเล่นกีฬา ควรหลีกเลี่ยงกีฬาที่ต้องปะทะกัน ซึ่งอาจมีการเกิดบาดแผล และสัมผัสเลือดได้ เช่น ชกมวย มวยปล้ำ รักบี้ เป็นต้น

เมื่อเด็กที่ติดเชื้อเอชไอวี เข้าสู่วัยรุ่น ผู้ดูแลควรเตรียมความพร้อมอย่างไร

วัยรุ่นเป็นวัยที่มีการเปลี่ยนแปลงทั้งทางร่างกายและอารมณ์ ในด้านของการเจริญเติบโตเด็กผู้หญิงเริ่มมีประจำเดือน ส่วนเด็กผู้ชายจะสามารถหลั่งน้ำอสุจิได้ เด็กควรได้รับการสอนสุขลักษณะอนามัยที่ดี เช่น ล้างมือก่อนและหลังจากเข้าห้องน้ำ ผ้าอนามัยที่ใช้แล้ว วัสดุที่ปนเปื้อนเลือดหรือน้ำอสุจิ ควรห่อกระดาษหรือใส่ถุงก่อนทิ้งลงในถังขยะที่มีฝาปิดมิดชิด เป็นต้น นอกจากนั้นควรเน้นในเรื่องของการไม่ควรมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร หากมีเพศสัมพันธ์ ควรใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้ง ส่วนในด้านของจิตใจ อารมณ์ และการปรับตัวในสังคม เด็กที่ป่วยด้วยโรคเรื้อรัง อาจมีปัญหาในเรื่องของพฤติกรรม การกินยาอย่างสม่ำเสมอ ความมั่นใจในตนเอง ผู้ดูแลควรคอยสังเกต และเป็นที่ปรึกษาให้แก่เด็กอย่างใกล้ชิด รวมทั้งอาจช่วยวางแนวทางในการเลือกอาชีพด้วย

ในผู้ป่วยที่ติดเชื้อเอชไอวีนั้น โดยทั่วไปไม่มีข้อจำกัดในการทำอาชีพใด ๆ ยกเว้นควรหลีกเลี่ยงในบางอาชีพ ที่เสี่ยงต่อการสัมผัสปนเปื้อนเลือดโดยตรงได้ เช่น แพทย์หรือพยาบาลที่ทำการผ่าตัด เป็นต้น

Sat, September 26 2015 » การบริการ, แนะนำสินค้า » Comments Off

เด็กที่ติดเชื้อเอชไอวีจะมีโอกาสใช้ชีวิตแบบเด็กปกติได้หรือไม่ ?


แนวทางการดูแลเด็กเหล่านี้ คือ ทำให้เด็กมีชีวิตใกล้เคียงกับเด็กปกติมากที่สุด แม้ยาต้านไวรัสทำให้เด็กมีชีวิตยืนยาวจนโตได้
แม้ว่าเด็กที่ติดเชื้อบางคนยังมีความเจ็บป่วย ผ่ายผอม และมีสภาพร่างกายที่ไม่ปกติ แต่เด็กจำนวนมากโดยเฉพาะกลุ่มที่เกิดมาในช่วงที่มียาต้านไวรัสใช้ จะดูภายนอกเหมือนเด็กปกติทุกประการ สามารถใช้ชีวิตได้เหมือนปกติ แต่ต้องกินอย่างเคร่งครัดและมาติดตามการรักษาอย่างสม่ำเสมอ
มีเด็กจำนวนมากหนึ่งกำลังเติบโตเข้าสู่วัยรุ่น และอาจจะเริ่มมีเพศสัมพันธ์ จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องให้เด็กรู้ว่าตนเองเป็นโรคอะไร และสอนให้เด็กเกิดความรู้ความเข้าใจก่อนจะเข้าสู่วัยรุ่น ในต่างประเทศมีเด็กติดเชื้อตั้งแต่เกิดจำนวนหนึ่ง เติบโตเป็นผู้ใหญ่และตั้งครรภ์ มีบุตร โดยที่ไม่มีทารกคนใดติดเชื้อ เพราะมีการให้ยาป้องกันการติดเชื้อในทารกอย่างเต็มที่
เด็กที่ติดเชื้อมักจะเกิดในครอบครัวที่มีปัญหาและความวุ่นวาย เด็กจึงอาจมีปัญหาทางสุขภาพกายและใจ การเลี้ยงดูให้เด็กมีสุข มีคุณภาพชีวิตที่ดีนับเป็นเรื่องสำคัญ การดูแลเด็กติดเชื้อเอชไอวี ที่กำลังโตเข้าสู่วัยรุ่น เป็นเรื่องที่ยากและท้าทาย เพราะวัยรุ่นมีแนวโน้มที่จะมีพฤติกรรมเสี่ยง และต่อต้าน การทำงานเป็นทีมกับผู้เชียวชาญหลายฝ่าย จะช่วยให้การดูแลผู้ป่วยเป็นไปอย่างราบรื่น

โรคติดเชื้อเอชไอวีหรือเอดส์ในเด็กเป็นโรคที่สามารถป้องกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับเด็กที่ติดเชื้อไปแล้ว ยังไม่มีการรักษาให้หายขาด แต่ยาต้านไวรัสทำให้เด็กมีสุขภาพแข็งแรง มีคุณภาพชีวิตที่ดี และอายุยืนยาว ถือได้ว่าเป็นโรคเรื้อรังโรคหนึ่งที่ต้องการการดูแลรักษายาวนานตลอดชีวิต ความใส่ใจ ความรัก และความอบอุ่นในครอบครัวจึงเป็นอีกหนึ่งยาขนานเอก ที่จะช่วยให้ผู้ป่วยเด็กมีสุขภาพใจ และสุขภาพกายแข็งแรงไปอีกนาน ๆ ค่ะ

Mon, August 31 2015 » การบริการ » Comments Off

พัฒนาการแก้ปัญหาโรคเอดส์ร่วมกัน เอดส์ รู้เร็ว รักษาได้

เมื่อเปิดดูผลการสำรวจของสถานการณ์โรคเอดส์ในไทย พบว่า มีผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้นปีละ 9,000-10,000 คน สาเหตุของการติดเชื้อร้อยละ 85 มาจากการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัยในการป้องกัน ส่วนกลุ่มที่มีการติดเชื้อมากที่สุด หากไม่นับการใช้เข็มฉีดยาร่วมกันแล้ว กลุ่มชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชายยังคงครองแชมป์การติดเชื้อมากที่สุด และถือเป็นกลุ่มเสี่ยงที่ต้องระวังมากที่สุด

แม้จะมีการรณรงค์ว่า “เอดส์ รู้เร็ว รักษาได้” แต่ผู้ป่วยเอดส์หลายคนต้องเผชิญกับความรังเกียจเดียดฉันท์จากสังคมบางกลุ่มอยู่ไม่น้อย ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริง การรับประทานอาหารร่วมกัน, โดยสารยานพาหนะด้วยกัน, พูดคุย สัมผัส หรือโอบกอดกัน, การใช้โทรศัพท์ร่วมกัน, ว่ายน้ำในสระหรือคลองเดียวกัน, ทำงานร่วมกัน, อยู่บ้านเดียวกัน รวมไปถึงการถูกกัดโดยยุงหรือแมลงตัวเดียวกันจะไม่ทำให้ติดเชื้อเอชไอวี แต่ก็ยากที่จะรับได้อยู่ดี

ดังนั้น ไม่ว่าจะมีเพศสัมพันธ์ทางใดก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นทางช่องคลอด ทางทวารหนัก หรือแม้แต่ทางปากหรือออรัลเซ็กซ์ เรื่องนี้ พญ.นิตยา ภานุภาค พึ่งพาพงศ์ แพทย์ประจำศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย ได้เคยแนะนำเอาไว้ด้วยความเป็นห่วงว่า ควรที่จะมาตรวจเชื้อหาเอชไอวี โดยเฉพาะกลุ่มชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย ซึ่งมีการร่วมรักกันผ่านทางทวารหนัก เพราะมีโอกาสติดเชื้อเอชไอวีมากกว่าการมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอดในผู้หญิงถึง 10 เท่า เนื่องจากทวารหนักมีความเปราะบางกว่าช่องคลอด

แม้ฝ่ายรุกที่ไม่ติดเชื้อจะมีโอกาสติดเชื้อเอชไอวีน้อยกว่า แต่ใช่ว่าจะไม่มีโอกาสติดเชื้อเลย ดังนั้น การป้องกันยังคงเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็น ซึ่งพื้นฐานในการป้องกันคือการใส่ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์จะสามารถช่วยป้องกันโรคได้ และอีกแนวทางหนึ่งที่มีผลการศึกษาชัดเจนแล้วว่า การรักษาด้วยการรับยาต้านไวรัส สามารถป้องกันการแพร่เชื้อเอชไอวีได้ ไม่ว่าจะเป็นจากแม่ไปสู่ลูก หรือจากคู่รักไปสู่คู่รัก

โรคเอดส์ เป็นเรื่องละเอียดอ่อน และเฉพาะตัว หลายเรื่องยังต้องเร่งแก้ไข ทั้งภูมิความรู้ความเข้าใจโรคเอดส์ของคนไทย รวมไปถึงทัศนคติที่ไม่ดีกับผู้ติดเชื้อเอชไอวี เช่น โรคเอดส์เป็นแล้วต้องตาย หรือผู้ที่ติดเชื้อเป็นคนไม่ดี ทว่าในความจริงแล้วพฤติกรรมที่นำไปสู่การติดเชื้อ แม้คนดีหรือคนที่ไม่รู้เรื่องก็สามารถติดเชื้อได้ เช่น แม่บ้านติดเชื้อจากสามีสุดที่รัก หรือแม้กระทั่งติดไปถึงตัวลูกในครรภ์

Sat, July 11 2015 » การบริการ » Comments Off

การป้องกันและการดูแลผู้ติดเชื้อเอดส์

การป้องกันและการดูแลผู้ติดเชื้อเอดส์

การป้องกันการติดเชื้อ เนื่องจากผู้ป่วยมีภูมิคุ้มกันที่ไม่แข็งแรงติดเชื้อได้ง่าย ผู้ดูแลจำเป็นต้องป้องกันผู้ป่วยมิให้รับเชื้อโรคซึ่งมีวิธีการดังนี้

1.การล้างมือ เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการทำลายเชื้อโรคให้ล้างมือบ่อยๆ ล้างมือหลังจากเข้าห้องน้ำ ล้างมือก่อนทำอาหาร ก่อนป้อนอาหาร ก่อนอาบน้ำให้ผู้ป่วย ต้องล้างมือทุกครั้งเมื่อจามหรือไอ หรือเอามือจับจมูก ปาก อวัยวะเพศ เมื่อคนดูแลเปลื้อนเลือด น้ำเหลือง น้ำอสุจิจะต้องล้างมือทันที วิธีการล้างให้ล้างด้วยน้ำอุ่นและสบู่ 15 วินาที

2.ปิดแผลของท่าน ถ้าท่านมีแผล หรือตุ่มน้ำที่ผิวหนังหรือการอักเสบที่ผิวหนังต้องระวังเป็นพิเศษที่จะนำเชื้อไปติดผู้ป่วยและอาจจะติดเชื้อจากผู้ป่วย ท่านมีแผลต้องใช้พลาสเตอร์ปิดแผลสวมถุงมือ

3.แยกคนไม่สบายออกจากผู้ที่ติดเชื้อ หากมีสมาชิกในครอบครัวปวดเป็นไข้หวัดหรือโรคอื่นต้องแยกจากผู้ที่ติดเชื้อ HIV หากเลี่ยงไม่ได้ก็ต้องสวมหน้ากากปิดปากและจมูก

4.ห้ามคนไข้สุกใสเข้าใกล้ผู้ป่วย ไข้สุกใสอาจจะทำให้ผู้ป่วย HIV เสียชีวิตได้ดังนั้นผู้ที่เป็นไข้สุกใสต้องไม่อยู่ห้องเดียวกับผู้ป่วยจนกระทั่งผื่นแห้ง สำหรับผู้ที่สัมผัสผู้ป่วยที่เป็นไข้สุกใสหากจะไปเยี่ยมผู้ที่ติดเชื้อ HIV ต้องหลัง 3 สัปดาห์ ผู้ที่เป็นงูสวัดก็ไม่ควรเยี่ยมผู้ป่วยติดเชื้อ HIV และถ้าท่านอยู่ใกล้ชิดกับผู้ที่เป็นโรคไข้สุกใสและท่านต้องดูแลผู้ป่วยติดเชื้อ HIV ท่านต้องสวมหน้ากากปิดปากปิดจมูก ล้างมือก่อนที่จะไปช่วยเหลือคนไข้ และอยู่ในห้องคนไข้ให้น้อยที่สุด ถ้าหากผู้ที่ติดเชื้อ HIV สัมผัสผู้ป่วยไข้สุกใสหรือโรคงูสวัดต้องแจ้งแพทย์ทราบทันที

5.สมาชิกของผู้ที่ติดเชื้อ HIV ควรจะได้รับการฉีดวัคซีนให้ครบเพื่อป้องกันโรคติดต่อไปยังผู้ป่วยและเพื่อให้แน่ใจอ าจจะต้องฉีดกระตุ้นอีกครั้ง วัคซีนที่ต้องฉีดคือ หัด หัดเยอรมัน คางทูม สำหรับวัคซีนป้องกันโปลิโอต้องใช้ชนิดที่เชื้อตายแล้วเท่านั้น

6.ระวังสัตว์เลี้ยงและการทำสวน แม้ว่าการเลี้ยงสัตว์จะให้ความสุขกับผู้ป่วยแต่สัตว์ก็สามารถนำเชื้อไปสู่ผู้ป่วยได้ ผู้ที่ติดเชื้อ HIV ไม่ควรจะสัมผัสกับกรง กระบะอาหาร อุจาระของสัตว์ น้ำสำหรับเลี้ยงปลา หากผู้ป่วยต้องสัมผัสสัตว์ต้องล้างมือด้วยสบู่ทุกครั้ง สำหรับผู้ที่ทำความสะอาดกรงหรือกระบะอาหารควรจะสวมถุงมือทุกครั้งและล้างมือทันที สัตว์ที่เลี้ยงก็ต้องหมั่นฉีดวัคซีนและตรวจสุขภาพเป็นประจำ เชื้อโรคสามารถพบได้ในดินดังนั้นต้องสวมถุงมือทุกครั้งที่ทำสวน

7.การซักรีด เสื้อผ้า ผ้าปูที่นอน สามารถซักร่วมกับคนปกติได้โดยใช้ผงซักฟอกธรรมดา แต่ผ้าที่เปื้อนเลือด อุจาระ ปัสสาวะ น้ำอสุจิ ให้ใช้ถุงมือจับใส่ถุงพลาสติกแยกไว้ต่างหากและล้างด้วยน้ำธรรมดาเพื่อล้างเลือดออกก่อน จึงค่อยซักธรรมดาไม่จำเป็นต้องใช้ยาฆ่าเชื้อ HIV เพราะการซักธรรมดาก็ฆ่าเชื้อได้ สำหรับเครื่องเรือนที่เปื้อนเลือดให้สวมถุงมือแล้วใช้น้ำสบู่ล้างออก

8.การทำความสะอาดบ้าน ทำความสะอาดอ่างล้างหน้า ฝักบัว บ่อยๆโดยใช้น้ำยาล้างห้องน้ำ พื้นบ้านต้องล้างอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง โถส้วมให้ล้างบ่อยๆโดยใช้น้ำยาธรรมดาล้างทำความสะอาด

9.อาหาร ผู้ป่วยที่ติดเชื้อ HIV สามารถรับประทานอาหารทุกชนิดยิ่งมากยิ่งดี และควรรับประทานอาหารให้หลากหลาย

Tue, June 30 2015 » การบริการ » Comments Off